ความรู้พื้นฐานเรื่องเหล็กทูลสตีลสำหรับงานไม้


ถ้าพูดถึงเรื่องเครื่องมือที่ใช้ในงานไม้อย่างสิ่วหรือกบ คงจะเลี่ยงไม่กล่าวถึงเหล็กที่ใช้กับเครื่องมือคงไม่ได้ เพราะหัวใจของเครื่องมือที่ใช้ในงานไม้ก็คือเหล็ก ราคาของเครื่องมือ Hand Tools จะดีดตัวขึนสูงหรือลงต่ำก็แปรผันไปตามชนิด วิธีการ และขั้นตอนการผลิตของเหล็กที่ผู้ขายเลือกมาใช้ ซึ่งในบทความนี้เราจะไปทำความรู้จักกับชนิดและประเภทของเหล็ก Tool Steel พื้นฐานที่นิยมใช้ในงานไม้ เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจเบื้องต้นว่าเหล็กแบบไหนใช้ทำอะไร และมีคุณสมบัติทางกลศาสตร์แตกต่างกันยังไงบ้าง เวลาเดินเลือกซื้อเครื่องมือมาใช้ในครั้งต่อไปจะได้มีหลักการในการเลือกซื้อที่มีความเข้าใจมากขึ้นครับ

*** หมายเหตุ : เหล็กทีจะพูดถึงในบทความนี้ผมจะใช้ชื่อเรียกตามมาตรฐานของ AISI (The American Iron and Steel Institute) เพราะจะเป็นชือเรียกที่เราจะพอคุ้นเคยและผ่านตากันบ่อยๆ ตามผู้ผลิตเจ้าใหญ่ๆเช่น Veritas, Lie-Nielsen, Record, Woodriver หรือ Stanley ที่ใช้กำหนดประเภทของเหล็ก Tool Steel ที่ใช้ในอุปกรณ์ส่วนใหญ่ครับ

อะไรคือเหล็ก Tool Steel

ส่วนประกอบโดยหลักๆของเหล็ก (Steel) มาจากธาตุสองตัวหลักๆคือ Iron และ Carbon ครับ สองอย่างนี้เมื่อผสมกันในเตาหลอมในสัดส่วนที่กำหนดจะได้ออกมาเป็นเหล็กที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสัดส่วนของ Carbon มีผลกับคุณสมบัติของเหล็กอย่างมาก และจะส่งผลถึงความแข็งแรง Hardness และความยืดหยุ่น Ductility เป็นอัตราส่วนแตกต่างกันไปตามปริมาณของ Carbon ที่เราผสมลงไป โดยส่วนมากเราสามารถผสมคาร์บอนลงไปใน Iron ได้ด้วยอัตราส่วนตั้งแต่ 0%-6.67% ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันประมาณ 3-4 ประเภท

ปริมาณ Carbon ที่ 0.0%-0.2% เป็นเหล็กที่เรียกว่า Low Carbon หรือ Mild Steel ที่ใช้ในอุสาหกรรมการก่อสร้าง เช่น เหล็กเส้น หรือเหล็กแปรรูปอื่นๆครับ สังเกตุว่าเหล็กประเภทนี้เนื่องจากมีปริมาณของ Carbon ที่น้อยจะมีความยืดหยุ่น (Ductility) ที่สูง และความแข็ง (Hardness) ที่ต่ำ ทำให้เราสามารถนำเหล็กเส้นมาดัดโค้งเป็นรูปทรงต่างๆได้นั่นเอง

ปริมาณ Carbon ที่ 0.55%-2.0% จะเรียกว่า High Carbon ซึ่งถือเป็นเหล็ก Tool Steel ที่สามารถนำมาใช้กับการทำงานไม้ได้แล้วครับ โดยสัดส่วนของ Carbon ที่มีประสิทธิภาพจะอยู่ที่ระหว่าง 0.8%-1.0%

กรณีที่ปริมาณ Carbon มากกว่า 2.0%-4.0% จะเรียกว่าเป็น Cast Iron ซึ่งพบเห็นได้ตามอุปรณ์ประเภทหน้าโต๊ะของโต๊ะเลื่อย หรือตัวเรือนของกบเหล็ก ซึ่งเหล็กพวกนี้จะมีความแข็ง (Hardness) สูงมาก และมีความยืดหยุ่น (Ductility) ที่ต่ำ ซึ่งถ้าเกิด Material Failure ก็จะเป็นรอยแตก หรือ Crack ไปเลยไม่มีการบิดงอแล้วครับ

ทำไมต้องมีคาร์บอนอยู่ที่ 0.8%-1.0%

เมื่ออยู่ในความร้อนสูง แร่ Iron จะเปลี่ยนโครงสร้างไปเป็นโมเลกุลอีกรูปแบบหนึ่งและถ้ามี Carbon ผสมอยู่ด้วย แร่ Iron จะทำปฎิกริยาผสานกับ Carbon เป็นโมเลกุลที่มีทั้งความแข็งแรงและยืดหยุ่นอยู่ในตัวเดียวกัน (เราเรียกโมลกุลนี้ว่า Perlite) จากการทดลองพบว่าระดับของ Carbon ที่ 0.8% จะมีการผสานสัดส่วนของโมเลกุลทั้งสองได้อย่างเต็มที่ เต็มที่เสียจนปริมาณ Carbon ที่มากกว่า 0.8% ขึ้นไปก็ไม่ทำปฎิกริยาผสานกับ Iron เพิ่มเติมอีกแล้ว และ Carbon ที่เกินมา ถ้าหากไม่ละลายหายไปกับอากาศก็ไปจับตัวผสานกับแร่ธาตุ สารปนเปื้อน หรือ Alloy อื่นๆ แล้วเปลี่ยนรูปร่างไปเป็นคริสตัลหรือคาร์ไบด์ในแบบอื่นๆแทนครับ

ในกรณีของใบกบ หรือสิ่ว ปริมาณของ Carbon ที่ 0.8%-1.0% เป็นตัวเลขที่เหมาะสมมากที่สุด เพราะเรื่องของปัจจัยของความคมที่เกิดจากเสี้ยนของโมเลกุลเหล็ก (Grain Structure) และระยะเวลาการลับที่เกี่ยวเนื่องกับความแข็งของเหล็ก (Hardness) เหล็กที่มีปริมาณ Carbon อยู่ในสัดส่วนนี้จะมีสมดุลที่ดีที่สุดคือให้ความคมที่นำไปใช้ในงานไม้ได้อย่างเหมาะสม และสามารถลับกับหินลับมีดด้วยมือได้ โดยไม่เสียเวลามากจนเกินไปนั่นเองครับ

Heat Treatment, Quenching and Tempering

ในกระบวนการทำเหล็ก Tool Steel จะมีวิธีการที่จำเป็นอีกอย่างหลังจากที่เราหลอมเอาแร่ Iron และ Carbon เข้าด้วยกันแล้ว เราเรียกมันว่า Heat Treatment ครับ โดยหลักการแล้วหลังจากที่เราหลอม Iron และ Carbon เข้าด้วยกันด้วยความร้อนแล้วนั้น เนื้อเหล็กจะยังนิ่มเกินไป และสภาพทางกลอาจจะยังไม่เหมาะสมกับการใช้ในงานไม้มากนัก เราจึงต้องนำเหล็กที่ได้ไปเข้าเตาอบอีกรอบเพื่อทำให้โมเลกุลมีความแข็งแรงมากขึ้น โดยการเร่งความร้อนให้สูงมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้จะทำให้ Iron และ Carbon ผสานกันได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้นกว่าเดิมและสร้างเป็นโมเลกุลตัวใหม่ขึ้นมาชื่อว่า Austenite ซึ่งเจ้าคริสตัลตัวนี้ถ้าเราเอาเหล็กที่ผ่านกระบวนการอบร้อนมาวางเอาไว้ให้คลายความร้อนแบบธรรมดาที่อุณหภูมิห้อง เจ้าคริสตลัล Austenite จะค่อยๆคลายตัวและเปลี่ยนสภาพกลับไปเป็นเหล็กก้อนเดิมก่อนที่เราจะนำไปเข้าเตาอบนั่นเอง

การที่เราจะสามารถคงสภาพของ Austenite เอาไว้ได้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะทางกล ต้องผ่านกระบวนการที่สองที่เรียกว่า Quenching (เควนชิ่ง) หรือพี่ไทยเรียกกันว่า “ชุบแข็ง” นั่นเองครับ

Quenching โดยวิธีการคือหลังจากที่เราอบเหล็กให้ร้อนถึงขีดของอุณหภูมิที่เรากำหนดเอาไว้ แล้วเราก็นำมันออกมาจากเตาอบร้อน แล้วจุ่มลงในน้ำอุณหภูมิห้องแบบทันทีทันควัน (เหมือนสารคดีตอนตีดาบของญี่ปุ่นนะละครับ) สิ่งที่เกิดขึ้นในระดับโมเลกุลคือมันจะมีการสร้างคริสตัลตัวใหม่ขึ้นมาเสริมเข้าไปที่ตัวเก่า รูปทรงคล้ายๆหนามแหลมๆ ซึ่งเราเรียกมันว่า Martensite ซึ่งเจ้าคริสตัลตัวนี้จะไปทำหน้าที่เหมือนกรงขังดัก Austenite ไม่ให้เปลี่ยนแปลงสภาพอีกถึงแม้ว่าตัวเหล็กจะคลายความร้อนออกจนหมดเท่ากับอุณหภูมิห้องแล้วก็ตามที

แต่หลังจากเราจุ่มเหล็กลงในน้ำเสร็จแล้ว จะมีผลข้างเคียงที่ตามมาซึ่งก็คือค่าความแข็งที่สูงเกินไป สูงขนาดที่ว่าไม่สามารถนำไปใช้งานได้เพราะ แข็งมากจนเปราะและแตกง่าย และไม่มีความยืดหยุ่นเลย ซึ่งถ้าเรานำเอาเหล็กในขั้นตอนนี้ไปทำใบกบ หรือสิ่ว ตรงปลายคมจะเกิดอาการบิ่นง่ายมาก และพอบิ่นแล้วเนื่องจากเหล็กมีความแข็งสูงเกิน ทำให้เสียทั้งเวลา และวัสดุอุปกรณ์ในการลับโดยไม่จำเป็นครับ

วิธีการที่แก้ปัญหาความแข็งที่มากเกินพอดีนี้คือการนำเหล็กที่ออกมาจากกระบวนชุบแข็ง (Quenching) ไปเข้าเตาอบอีกรอบ แต่ครั้งนี้จะเป็นการอบเพื่อให้คริสตัล Martensite บางส่วนให้คลายค่าความแข็งลง ส่งผลให้ค่าความแข็งโดยรวมของเหล็กทั้งก้อนอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งเราเรียกกระบวนการนี้ว่า Tempering (เทมเพอร์ริ่ง) นั่นเองครับ

มาทำความรู้จักเหล็ก Tool Steel แต่ละประเภทกัน

หลังจากทราบขั้นตอนการผลิตเหล็ก Tool Steel กันแบบคร่าวๆไปแล้ว เราจะสามารถแยกประเภทของเหล็กออกได้ตามาตรฐานของ AISI ได้หลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบส่วนมากจะถูกตั้งชื่อเรียกตามวิธีการของการชุบแข็ง (Quenching) เช่น

W มาจากการจุ่มเหล็กลงในน้ำเพื่อชุบแข็ง (Water Quenching)

O มาจากการจุ่มเหล็กลงในน้ำมันเพื่อชุบแข็ง (Oil Quenching)

A ที่มาจากการปล่อยให้เหล็กลดความร้อนด้วยการทิ้งเอาไว้ให้คลายความร้อนอย่างช้าๆด้วยอากาศ (Air Quenching) นั่นเองครับ

หรือบางทีก็อาจจะมาจากชื่อของ Alloy (สารเสริมสร้างคุณสมบัติพิเศษ) ที่ผสมลงไปในเหล็กนอกเหนือจาก Iron หรือ Carbon เช่น

T เป็นการผสม Tungsten (ทังเสตน) เข้าไป ส่วนมากใช้ทำ High Speed Steel สำหรับดอกสว่าน หรือสิ่วกลึงไม้ที่ต้องทนความร้อนสูงๆ และต้องการความคมที่ยาวนานมากขึ้น เนื่องจากเครื่องมือตัดโดยเฉพาะพาวเวอร์ทูลส์ที่ต้องมีการหมุนใบตัดที่ความเร็วรอบสูงๆจะทำให้มีความร้อนสะสมมาก และอาจจะมากจนถึงอุณหภูมิที่ใช้ในการทำ เทมเพอร์ริ่ง และทำให้เหล็กเสียคุณสมบัติทางกลไป เหล็กที่มีส่วนผสมของทังเสตนจึงถูกคิดขึ้นมาเพื่อช่วยให้ทนความร้อนระหว่างการใช้งานได้มากขึ้นโดยคุณสมบัติไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

CR-V เป็นการผสม Chromium (โครเมียม) และ Vanadium (วาเนเดียม) เข้าไปช่วยในเรื่องการต่อต้านสนิม และเพิ่มความต้านทานต่อแรงกระแทก (Toughness) ให้สูงขึ้น ส่วนมากนิยมใช้ทำพวกประแจ หรือเครื่องมือช่างยนต์ครับ

ส่วนมากเรามักจะพบเหล็ก CR-V ในสิ่วที่ราคาไม่สูงมากอย่าง Irwin Marples หรือ Brand ที่ผลิตในประเทศจีน ซึ่งคุณสมบัติจากสารสองตัวนี้จะช่วยให้สิ่วขึ้นสนิมได้ยากขึ้น (และดูเงางามเมื่อวางอยู่บน Shelf) แต่ข้อเสียอีกอย่างคือจะไม่สามารถลับคมได้คมเท่ากับเหล็กที่มี Grain Structure บริสุทธิ์อย่าง O1 หรือ W1 และตรงส่วนคมจะกระเทาะออกง่ายกว่าทำให้เกิดอาการคมแหว่ง เนื่องจาก Chromium จะเปลี่ยนตัวเองไปเป็น Carbide ก้อนหนาๆ กระจายตัวอยู่ในเนื้อเหล็ก และเนื่องจากโมเลกุลเหล็กที่ปลายมีดในส่วนที่เราลับคมไม่หนาเพียงพอที่จะรองรับเม็ดคาร์ไบด์ที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ ทำให้เม็ดคาร์ไบด์เกิดการกระเทาะและหลุดออกในส่วนที่เราลับคม จึงกลายเป็นคมที่้เว้าแหว่งไม่สมบูุูรณ์นั่นเองครับ


เหล็ก Tool Steel พื้นฐานที่จะมาแนะนำในบทความนี้เป็นเหล็กที่พบได้โดยทั่วไป และเป็นที่นิยมในตลาด และมักถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยๆ ซึ่งที่นิมใช้กันอย่างแพร่หลายคือเหล็ก O1 และ A2 ซึ่งในบทความนี้จะเพิ่มในส่วนของ W ขึ้นมาเพื่อทำการอธิบายเปรียบเทียบระหว่างเหล็กทั้งสามแบบเพิ่มเติมด้วยครับ

เหล็ก W (W1-W2) และ O (O1)

เหล็กสองชนิดนี้มีความคล้ายคลึงกันมากครับ แต่อาจจะแตกต่างกันที่กระบวนการผลิตเล็กน้อย โดยส่วนมากปัจจุบันเหล็ก O1 จะมีปริมาณการผลิตและเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่า

เหล็ก W (W1-W2)

เหล็กนี้ได้ชื่อมาจากกระบวนการชุบแข็งด้วยการจุ่มน้ำ (Water Quenching) เหล็กที่ผลิตโดยกระบวนการนี้เลยได้ชื่อเรียกว่า W นั่นเองครับ ซึ่งวิธีการผลิตนี้เป็นกระบวนการผลิตที่โบราณมากที่สุด และต้องใช้ความปราณีตและระยะเวลาที่แม่นยำในการผลิตมาก ข้อดีของเหล็กประเภทนี้เนื่องจากตัวเนื้อเหล็กมีส่วนผสมของ Alloy น้อยมากๆทำให้เนื้อ Grain Structure ของเหล็กมีความละเอียดสม่ำเสมอและมีความบริสุทธิ์สูง (เหมือนที่พบได้ตามดาบซามูไรเล่มที่ตีด้วยช่างชื่อเสียงโด่งดังมากๆอย่างดาบของญี่ปุ่น)

เหล็ก O (O1)

เหล็ก O หรือเหล็กที่ชุบแข็งด้วยน้ำมัน เป็นวิวัฒนาการมาจากวิธีการชุบแข็งด้วยน้ำ เนื่องจากวิธีการแรกนั้นต้องใช้ความชำนาญสูงมาก และผลที่ได้อาจจะยังไม่สม่ำเสมอแน่นอน การชุบแข็งด้วยน้ำมันจะช่วยให้เหล็กลดอุณหภูมิได้ช้าลง และนุ่มนวลมากกว่า และจะช่วยเพิ่มเวลาให้เหล็กเพิ่มความแข็งได้ลงลึกในแกนกลางได้มากขึ้น (เหมือนเวลาทอดของในน้ำมันที่ตั้งไฟอ่อนๆ ซึ่งจะทำให้อาหารสุกลึกลงไปข้างในได้มากขึ้นนั่นเองครับ) ซึ่งในกระบวนการนี้ได้มีการเติม Alloy อย่าง แมงกานีส (Manganese) เข้าไป โดยที่สารตัวนี้มีหน้าที่เพิ่มระยะเวลาทำให้ Austenite คงสถานะได้นานมากขึ้น เพื่อที่จะเปลี่ยนไปเป็น Martensite ได้เต็มรูปแบบ เนื่องจากการจุ่มน้ำมันต้องใช้เวลาที่นานกว่าจุ่มด้วยน้ำ ถ้าไม่เพิ่ม Alloy อย่างแมงกานีสเข้าไปจะทำให้กระบวนการชุบแข็งเกิดได้อย่างไม่ทั่วถึง

การใช้งาน เหล็ก W (W1-W2) และ O (O1)

ความคม

ลับออกมาได้คมที่สุด เพราะเนื้อเสี้ยนของเหล็กไม่มีเม็ดคาร์ไบด์ที่เกิดจาก Alloy ตัวอื่นๆมาผสมเลย

ความคงทนของคม

คมได้ไม่ยาวนานมากเนื่องจากเนื้อเหล็กที่บริสุทธิ์ คมที่ได้เลยทื่อได้ง่ายกว่าเหล็กประเภทอื่น เหล็กชนิดนี้ส่วนมากจะไม่ค่อยบิ่น แต่คมจะพับเกิดเป็นดอกเกสร Burr แทน เนื่องจากเนื้อเหล็กที่นิ่มกว่า และต้องลับคมขึ้นมาใหม่เพื่อลบเอา Burr ออก

ความง่ายในการลับ

ลับได้ง่ายและใช้เวลาน้อยที่สุดเนื่องจากเนื้อเหล็กที่มีสารเจือปนน้อย แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับค่าความแข็ง (Rockwell Hardness) ที่ผู้ผลิตกำหนด

ความทนทานกับสนิม

เกิดสนิมได้ง่าย ถ้านำเหล็กประเภทนี้มาใช้ควรลูบน้ำมันทุกครั้งหลังจากใช้งาน

การใช้งาน

ส่วนมากใบกบหรือ สิ่วที่มีความคมสูง ควรจะถูกนำไปใช้สัมผัสกับไม้ในขั้นตอนสุดท้าย เนื่องจากความคมที่มาก พื้นผิวที่โดนตัดออกมาก็จะเรียบและลื่นมากเช่นกัน ส่วนมากช่างไม้ที่มีสิ่วหรือกบคมๆจะไม่นิยมใชักระดาษทรายเนื่องจากฝุ่นละออง และพื้นผิวที่เกิดจากการบดและขยี้ของกระดาษทราย ไม่ว่าละเอียดขนาดไหน ยังไงก็สู้ความสวยงามที่เกิดการเนื้อไม้ที่ถูกเฉือนโดยใบมีดคมๆไม่ได้ แต่เนื่องจากคมที่ไม่ทนทานมากนัก ใบกบหรือสิ่วที่เป็นเหล็กประเภทนี้จึงถูกเก็บเอาไว้ใช้น้อยครั้ง และใช้ในขั้นตอนท้ายๆมากกว่า

*** เหล็กประเภทนี้ถ้ามากจากบริษัท Hitachi ของญี่ปุ่นน่าจะเทียบเคียงได้กับ White Paper Steel No.1-2

เหล็ก A (A2)

เหล็ก A หรือเหล็กที่ชุบแข็งด้วยอากาศ วิธีการนี้ถูกคิดค้นขึ้นมาเนื่องจากเหล็กที่ชุบแข็งด้วยน้ำมัน หรือ Oil Quench อาจจะยังมีการบิดตัวหรือเปลี่ยนรูปได้ในอัตราที่สูงกว่า และในบางกรณีค่าความแข็งในแกนกลาง (Hardenability) อาจจะยังไม่สม่ำเสมอหรือลึกเพียงพอ การใช้อากาศหรืออุณหภูมิห้องในการค่อยๆลดความร้อนจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยยืดระยะเวลาให้นานขึ้น และชุบแข็งได้ลึกมากขึ้น โดยในกระบวนการนี้จะมีการเติมสาร Alloy อย่าง Chromium (โครเมียม) เพิ่มเติมลงไปเพื่อช่วยยืดระยะเวลาในการเปลี่ยนโมเลกุลของ Austenite ให้ยาวนานขึ้นไปอีก ซึ่ง Chromium (โครเมียม) จะเกิด Side Effect อื่นๆที่ให้ทั้งผลดีและข้อเสียตามมา

ความคม

ลับออกมาได้คมน้อยกว่า W หรือ O เนื่องจากสารโครเมียมที่เติมลงไปในกระบวนการผลิตไปจับตัวกับคาร์บอนส่วนเกินและฟอร์มตัวเป็น Chromium Carbide (โครเมียมคารไบด์) ซึ่งคาร์ไบด์ที่เกิดจากกระบวนการชุบแข็งจะกระจายไปทั่วเนื้อเหล็ก และด้วยขนาด Grain Structure ที่ใหญ่กว่าอะตอมของ Iron และ Carbon มาก ทำให้คมที่เราลับออกมาไม่คมละเอียดเหมือนกับเหล็กที่ไม่มีสารประกอบเหล่านี้อยู่

ความคงทนของคม

ข้อดีอย่างหนึ่งของ Chromium Carbide (โครเมียมคารไบด์) คือมันแข็งมากครับ และเนื่องจากโมเลกุลตัวนี้มันกระจายไปทั่วเนื้อเหล็กรวมทั้งที่ปลายคมของใบกบและสิ่วของเราด้วย มันเลยส่งผลให้คมของเครื่องมือนั้นอยู่ได้นานกว่าปรกติ แต่ในบางกรณีเนื่องจากโมเลกุลของ Chromium Carbide ใหญ่กว่า โมเลกุลของเนื้อเหล็กปรกติอาจจะทำให้เกิดอาการ “คมแหว่ง” หรือ Chipped out ได้ง่ายกว่าเหล็กที่เกรนละเอียดอย่าง W1 หรือ O1 ซึ่งอาการคมแหว่งไม่ได้แปลว่าคมจะตัดไม่ได้ แต่ตัดแล้วเกิดเป็นรอยทางยาวๆในส่วนที่แหว่งออกไปมากกว่าครับ (เนื่องจากส่วนนั้นไม่ได้มีคมตัดอยู่)

ความง่ายในการลับ

เหล็ก A2 จะเสียเวลาในการลับมากกว่าแบบ O1 และ W1 มาก เนื่องจาก Chromium Carbide (โครเมียมคารไบด์) ที่มีความแข็งสูงและทนทานต่อการสึกหรอค่อนข้างมาก

ความทนทานกับสนิม

การเติม Chromium ยังช่วยลดปฎิกริยาในการเกิดสนิมลงด้วย แต่ไม่ได้ถึงขนาดว่าจะไม่เกิดเลยนะครับ มีสิทธิเกิดแต่อาจจะยากกว่าเหล็กแบบ O หรือ W ซึ่งช่วยให้เราสามารถดูแลรักษาเครื่องมือได้ง่ายขึ้นครับ

การใช้งาน

ใบเหล็ก Tool Steel ที่ทำด้วยเหล็ก A อย่าง A2 เหมาะกับการใช้ทำงานหยาบๆในขั้นต้นที่ความสวยงามของพื้นผิวไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญ และมีระยะเวลาในการทำงานที่หนักหน่วงและยาวนานกว่า ซึ่งการใช้ใบประเภทนี้ทำงานโดยไม่ต้องมานั่งเสียเวลาถอดใบมาลับ ก็จะช่วยร่นระยะเวลาในการทำงานไปได้มากครับ ดังนั้นใบกบประเภทนี้ควรที่จะนำไปใช้ร่วมกับอุปกรณ์ที่เจอไม้ในขั้นตอนอย่างแรกๆ เช่น Scrub Plane หรือกบเหล็กอย่าง Jack Plane ที่ใช้ปรับระนาบของไม้ ซึ่งถือว่าเป็นงานหยาบ ก่อนที่จะนำไปเข้ากระบวนการงานละเอียด เช่นการไสเก็บพื้นผิวให้เรียบเนียนสวยงามด้วย W1 หรือ O1 ในภายหลัง

*** เหล็กประเภทนี้ถ้ามากจากบริษัท Hitachi ของญี่ปุ่นน่าจะเทียบเคียงได้กับ Blue Paper Steel No.1-2

ถ้าเราเอาเหล็กพื้นฐานทั้งสามแบบมานั่งเรียงกันตามคุณสมบัติและการใช้งาน ก็จะได้ออกมาเป็นรูปแบบคร่าวๆดังนี้ครับ

ความคม

W1,O1(ลับได้คมมาก) - A2(ลับได้คมน้อยสุด)

ความคงทนของคม

A2(คมได้นานที่สุด) - W1,O1(หมดคมไว)

ความง่ายในการลับ

W1,O1(ลับง่าย) - A2(ลับยากกว่า)

ความทนทานในการเกิดสนิม

A2(เกิดสนิมได้ยาก) - W1,O1(เกิดสนิมได้ง่าย)

จะสังเกตุจากการเรียงลำดับด้านบนได้ว่าเหล็กแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ซึ่งการจะได้มาซึ่งความคมที่มากกว่าย่อมหมายถึงการแลกกับความคงทนของคมที่น้อยกว่า และในทางทิศทางตรงกันข้ามการได้มาซึ่งคมที่สามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้น หมายถึงการแลกมาด้วยความคมที่ด้อยลงไปนั่นเองครับ แล้วมันจะมีเหล็กที่ได้ทั้งความคมแบบเหล็ก Pure Grain อย่าง W1 กับ O1 และได้ทั้งคุณสมบัติของคมที่ทนทานการสึกหรออย่าง A2 อยู่ในตัวเดียวกันหรือเปล่า มีเหล็ก Tool Steel ที่วิเศษขนาดนั้นอยู่ในโลกจริงเหรอ? คำตอบคือมีครับ แต่ยกเอาไปบทความหน้าแล้วกันนะ

ช่องทางการติดตามเนื้อหาและ ซื้อสินค้า

  • Grey YouTube Icon
  • Grey Facebook Icon
  • Grey Instagram Icon