ช็อปงานไม้ในฝัน ตอนที่ 02 : ตรวจวัดพื้นที่ก่อนออกแบบ


เมื่อเราเริ่มตัดสินใจว่าจะสร้าง Workshop กันอย่างจริงจังแล้ว อันดับแรกคือเรื่องของการกำหนดขนาด และตำแหน่งของพื้นที่ครับ ซึ่งเรื่องนี้มีความหลากหลายและไม่มีสูตรสำเร็จที่แน่นอนตายตัว เนื่องจากสภาพแวดล้อมของพื้นที่ และปัจจัยข้อจำกัดของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน แต่ก็ยังพอมีประเด็นบางอย่างที่ผมสามารถเขียนลงมาในบทความนี้ได้ และเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้เริ่มต้นได้หลายข้อครับ

เริ่มต้นจากสิ่งที่มีอยู่เดิม

เนื่องจากบ้านที่ผมได้ทำการซื้อมาหลังนี้เป็นบ้านมือสอง และเป็นบ้านที่สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการพักอาศัยในโครงการหมู่บ้าน จึงค่อนข้างมีข้อจำกัดทางพื้นที่หลายๆอย่าง อย่างแรกคือพื้นที่ในการทำช็อปที่ไม่สามารถดิ้นไปไหนได้มาก ต้องใช้พื้นที่ที่มีอยู่เดิม และยังต้องเผื่อพื้นที่เอาไว้จอดรถอีก 1 คันด้วย (พื้นที่จอดรถมาตรฐานจะอยู่ที่ประมาณ 3 X 5 เมตร กรณีเผื่อให้สามารถเปิดประตูข้างรถได้แบบสบายๆ) โรงรถที่โครงการทำมาให้กับตัวบ้าน ขนาด 5.2 X 5.2 ม. จึงเป็นทางเลือกเดียวสำหรับการวางเครื่องมืองานไม้ทั้งหมด และต้องสร้างหลังคาต่อเติมยื่นออกมาจากโรงรถเดิมมาครอบทางเดินรถเดิมหน้าประตูบ้าน เพื่อเอาไว้จอดรถเพิ่มได้ 1 คันครับ

ภาพประกอบด้านบน : พื้นทีโรงรถเดิมๆ ที่โครงการทำมาให้มีห้องเก็บของขนาดจิ๋วซ่อนอยู่ด้วย ขนาดความกว้างไม่เกิน 1.0 เมตร และลึกหน่อยประมาณ 2.5 เมตร ซึ่งเหมาะที่จะทำชั้นวางของเล็กตามแนวความลึกของห้อง เพื่อใช้เป็นพื้นที่เก็บเครื่องมือ power tools แบบมือถือ น๊อตสกรู กระดาษทราย กาว หรือวัสดุสิ้นเปลืองอื่นๆให้อยู่ในห้องๆเดียว จะได้ไม่มากินพื้นที่ทำงานอันมีค่าในช็อปของเราครับ

ตรงไหนควรต่อเติม ตรงไหนไม่ควรต่อเติม

อีกหนึ่งปัญหาโลกแตกของเจ้าของบ้านในพื้นที่ภาคกลางหรือ กทม. คือปัญหาดินทรุดตัว เนื่องจากพื้นที่แถบนี้มีลักษณะดินที่อุ้มน้ำซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก แต่ก็ไม่ได้เหมาะกับการสร้างโครงสร้างหนักๆอย่างอาคารเท่าไรนัก ซึ่งวิธีการทางวิศวกรรมอย่างการลงเสาเข็มลงไปในชั้นดินแข็ง อาจจะช่วยชะลอการทรุดตัวของอาคารลงได้บ้าง แต่ยังไงก็หนีไม่พ้นอยุ่ดีครับ

ภาพประกอบด้านบน : พื้นทีโรงรถส่วนต่อเติมที่ไม่ได้ลงเสาเข็มเกิดอาการทรุดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด และมีอัตราการทรุดตัวที่เร็วกว่าตัวโครงสร้างของบ้าน ทำให้สีที่ทาไว้แยกตัวออกมา

เรื่องการทรุดตัวของบ้านจะไม่ได้มาเป็นประเด็นให้เราปวดหัวเลยครับ ถ้าทุกอย่างมันดำดิ่งลงไปพร้อมๆกัน แต่ส่วนมากโครงสร้างมันจะไม่ค่อยสามัคคีกันซักเท่าไรนัก สาเหตุก็เนื่องมาจากระบบโครงสร้างคนละรูปแบบในแต่ละพื้นที่ (เพื่อลดต้นทุนค่าก่อสร้างในบางส่วนที่ไม่จำเป็นต้องมีความแข็งแรงมาก) ยกตัวอย่างเช่นโรงรถใต้หลังคาบ้านจะฝากอยู่กับคานและเสาเข็มของโครงสร้างหลักของบ้าน ซึ่งมีการทรุดตัวที่ช้ากว่า แต่ส่วนของทางเดินรถหน้าบ้านจากประตูเข้ามาที่ตัวโรงรถกลับเป็นแค่พื้นคอนกรีตที่เทลงบนดินทรายบดอัดเฉยๆ ไม่ได้มีระบบคานหรือ เสาเข็มรองรับ ซึ่งทั้งๆที่สองส่วนพื้นที่นี้สร้างพร้อมๆกัน และสร้างโดยผู้รับเหมาโครงการเจ้าเดียวกัน

ภาพประกอบด้านบน : รอยต่อระหว่างพื้นโรงรถภายในตัวบ้าน และพื้นทางเดินรถส่วนนอกหลังคา จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสร้างแยกกันคนละชิ้น ไม่ได้มีการเอาโครงสร้างของทั้งสองส่วนมาผูกเข้าด้วยกัน เนื่องจากส่วนของพื้นภายนอกจะมีอัตราการทรุดตัวที่เร็วกว่า ถ้าเอาพื้นที่นี้มาผูกโครงสร้างกันเอาไว้ จะทำให้โครงสร้างหลักของบ้านเกิดปัญหาร้าว รั่ว ซึม ในอนาคตได้นั่นเองครับ

แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวกับการสร้างช็อปของเรายังไงบ้าง ?

เกี่ยวอย่างมากครับ เพราะใครๆก็อยากได้พื้นที่ในการทำช็อปมากที่สุดเท่าที่จะหามาได้ ผมเองก็อยากใช้พื้นที่บ้านของเราให้คุ้มค่าที่สุดเหมือนกัน แต่การเทปูนปรับพื้น เพื่อปูกระเบื้องพื้นช็อปที่คร่อมโครงสร้างที่มีอัตราการทรุดตัวแตกต่างกันอย่างตัวอย่างด้านบนย่อมไม่ดีแน่นอน เพราะพื้นสวยๆที่เราเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ จะต้องปริแตกแยกออกภายในไมกี่เดือน เพราะอัตราการทรุดตัวที่ต่างกันของโครงสร้างพื้นแน่นอนครับ

ดังนั้นข้อจำกัดเรื่องของพื้นที่โดยรวมก็จะถูกบีบมาให้แคบลงไปอีก ทีนี้จากโรงรถที่ผมเคยคิดอยากจะเทพื้น "เผื่อๆ" คร่อมพื้นส่วนทางเดินรถด้านนอกเอาไว้ซัก 1 เมตร ก็มีอันต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย เพราะกลัวปัญหาเรื่องการทรุดตัว และปัญหาต่างๆที่จะตามมาในอนาคตนั่นเองครับ ดังนั้นพื้นที่ช็อปที่ผมจะต้องออกแบบจัดวางเครื่องมือตอนนี้็มีเหลือน้อยลงไปอีกตามข้อจำกัดที่เกิดขึ้น

*** สำหรับท่านที่มีพื้นที่มากมายอยู่แล้ว ท่านสามารถที่จะสร้างโครงสร้างใหม่ที่มีระบบเสาเข็มที่แน่นหนา และไม่ต้องยึดกับตัวโรงรถหรือส่วนต่อเติมบ้านเดิมๆ ก็ถือเป็นความโชคดีอันใหญ่หลวงครับ เพราะจะได้วางขนาดของพื้นที่ช็อปได้อย่างสบายใจไม่ต้องมากังวลกับข้อจำกัดที่น่าปวดหัวแบบที่ผมเผชิญอยู่

ภาพประกอบด้านบน : พื้นเทปุนส่วนด้านหลังโรงรถที่เจ้าของบ้านท่านเก่าท่านอุตส่าห์ทำต่อเติมทิ้งไว้ให้ "ดูเหมือน" น่าจะแข็งแรงพอจะขยับขยายเป็นพื้นที่ช็อปเพิ่มเติมได้ แต่ต้องดูดีๆนะครับ เพราะมันอาจจะเป็นแค่ปูนบางๆแผ่นเดียวก็ได้

กับดักบ้านมือสอง

เนื่องจากบ้านผมซื้อต่อเจ้าของบ้านท่านเดิมมา ซึ่งท่านก็ได้มีการต่อเติมโครงสร้างเทพื้นปรับระดับด้วยปูนเอาไว้หลายๆส่วน ซึ่งมีอยู่จุดหนึ่งที่เชื่อมต่อกับโรงรถของบ้านส่วนด้านหลังพอดี ตอนแรกเราก็แอบดีใจว่าจะได้ขยายช็อปไปส่วนด้านหลังได้นิดหน่อย แต่พอมาดูดีๆ กลายเป็นว่าเจ้าของบ้านเก่าท่านเทพื้นปูนลงบนพื้นเฉยๆ และตอนนี้ก็มีโพรงขนาดมหึมาอยู่ข้างใต้อีกต่างหาก ซึ่งถ้ามีเครื่องจักรที่มีน้ำหนักไปวางก็คงถล่มยับไม่เป็นท่าเหมือนกัน

บทเรียนจากเรื่องนี้คือพื้นที่ "ฟรี" ถ้าไม่ได้มาจากโครงสร้างเดิมที่ทางโครงการวางระบบเอาไว้ ท่านควรจะพิจารณาให้ดีๆ ว่าของแถมที่ได้เป็นของดีหรือของเสียนะครับ

ภาพประกอบด้านบน : หลังจากกำหนดพื้นที่ในการสร้างช็อปแล้วเราก็วัดทุกๆตารางนิ้วอย่างละเอียด ไม่ได้เฉพาะขนาดพื้น กว้าง คุณ ยาว แต่เป็นทั้งรูปด้าน ประตู หน้าต่าง และช่องเปิดเดิมๆ เพื่อที่จะได้เอาข้อจำกัดเดิมๆเหล่านี้มาช่วยในการวางผังเครื่องมืออุปกรณ์ตั้งพื้นที่เราจะใช้ในช็อป และใช้เพื่อแบ่งโซนนิ่งของพื้นที่ได้ครับ


ณ ตอนนี้พื้นที่ในการสร้างช็อปจากที่ได้ทำการพิจารณาปัจจัยหลายๆด้านเรื่องความคุ้มค่า และความเสี่ยงต่างๆ ตอนนี้ก็เหลืออยู่ประมาณ 28 ตารางเมตรได้ ซึ่งอาจจะไม่ได้ใหญ่มากมาย แต่ก็เป็นทางเลือกที่พอรับได้ครับ ในบทความต่อไปเราจะมาพูดเรื่องการวางผังของช็อปกัน ซึ่งจะมีรายละเอียดเรื่องของการจัดโซนนิ่งเครื่องมือ และการสัญจรภายในพื้นที่ช็อปขนาดเล็ก เราจะได้เริ่มเห็นผังของ Dream Shop ได้อย่างเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นครับ

ช่องทางการติดตามเนื้อหาและ ซื้อสินค้า

  • Grey YouTube Icon
  • Grey Facebook Icon
  • Grey Instagram Icon