LIVE! เปลี่ยนช็อปให้เป็นสตูดิโอถ่ายทอดสด



    สมัยนี้ Content เป็นเรื่องใหญ่มากของ Brand ยิ่งเรื่องเกี่ยวกับงานที่ต้องการทักษะ และคำอธิบายมากๆ อย่างงานไม้ การเขียนบทความอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอกับการแสดงวิธีการและขั้นตอนให้คนที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเข้าใจได้โดยง่าย ดังนั้นงานวีดีโอเป็นส่วนของเนื้อหาที่ผมให้ความสำคัญมาก เพราะหน้าที่ของ Siam Woodworker คือต้องการช่วยให้คุณเริ่มต้นทำงานไม้ด้วยระยะทางที่สั้นที่สุด ในส่วนขององค์ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต่างๆ ถ้าใช้วิดีโอในการสื่อสารจะช่วยให้คนที่ยังไม่คุ้นเคยเข้าใจได้ง่ายที่สุดครับ


    บทความนี้จะอธิบายเรื่องเบื้องหลังการเซทอัพอุปกรณ์พื้นฐานที่ใช้ในการ Live เผื่ออาจจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆที่อาจจะสนใจอยากลองทำเนื้อหาแนวนี้ จะได้เห็นภาพว่าใช้อุปกรณ์อะไรแบบไหน และมีการเซทอัพพื้นฐานยังไงบ้างครับ ความรู้ทั้งหมดขอยกให้กับคุณไบรท์จาก Asayhi Channel นะครับ แกอธิบายไว้ละเอียดมากท่านไหนสนใจ ไปลองกด Subscribe ดูคลิปที่แกทำเอาไว้เพิ่มเติมได้ครับ



    ความพยายามในการใช้สตูดิโอทำงานไม้ และยังต้องเป็นทั้งเวทีที่ใช้ในการ Live ถ่ายทอดคลิปลงในโซเชียลมีเดีย เป็นเรื่องที่ซับซ้อนพอสมควร และต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ เนื่องด้วยพื้นที่ของ Shop ผมที่ค่อนข้างที่จะจำกัด และยังต้องใช้ทำงานไม้อยู่ด้วย ดังนั้นตำแหน่งการวางอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆในช๊อปเลยต้องคิดหลายตลบ และทดลองกลับไปกลับมาหลายครั้ง เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ลงตัวที่สุดครับ (หมายถึงเคลื่อนไหวอุปกรณ์น้อยสุดนะครับ)



    การติดล้อในส่วนของอุปกรณ์ชิ้นต่างๆ ช่วยให้การปรับเปลี่ยนใช้งานพื้นที่ง่ายขึ้นมาก อาจจะไม่ได้โยกย้ายมากมาย แต่การมีล้อก็ผ่อนแรงไปได้เยอะเลยครับ ย้ายทีก็ขอบคุณล้อในใจงามๆทุกทีครับ

    ความโชคดีของผมอย่างหนึ่งคือเนื่องจากผมเน้นสื่อสารเรื่อง Hand Tools เป็นหลัก ทำให้เนื้อหาทั้งหมดสามารถเกิดขึ้นได้บนโต๊ะ Workbench ตัวเดียว ทำให้การเซทอัพสะดวกขึ้นมาก เพราะเนื้อที่ที่ไม่ต้องโยกย้ายไปไหนไกล ทุกอย่างเริ่มต้น และจบลงที่โต๊ะตัวเดิมได้หมด ทำให้เซทอัพมุมกล้องพื้นฐานได้ง่ายขึ้นครับ



    กล้องตัวที่ 1 จับภาพมุมกว้างโดยรวมเห็นทั้งตัวผม และส่วนของ Workbench ทั้งหมด

    กล้องตัวที่ 2 ติดอยู่กับแขนกลที่สามารถโยกย้ายตำแหน่งได้อิสระ ใช้ซูมภาพสิ่งที่เกิดขึ้นบนพื้นโต๊ะได้ดีกว่า

    หลักๆกล้องผมมี 2 มุมพื้นฐานเท่านั้นเอง คือมุมรวมๆจากกล้อง 1 ที่ เห็นภาพรวมของโต๊ะ และการเคลื่อนไหวทั้งหมด และมุมที่ 2 ซึ่งเป็นมุมที่ทำการซูมเข้ามาที่การทำงานเฉพาะมือ ซึ่งจะได้เห็นรายละเอียดได้อย่างชัดเจนมากขึ้น การ Live เป็นการส่งผ่านข้อมูลจากกล้องโดยตรงเข้าไปที่ระบบ Software เพื่อส่งต่อไปยังเซอร์เวอร์ของ Facebook หรือ Youtube อีกที เราเลยต้องใช้กล้อง 2 ตัวเพื่อจับภาพของแต่ละมุม โดยเปิดกล้องค้างเอาไว้บนขาตั้งกล้องตลอดขั้นตอนการ Live ครับ



    เรื่องต่อมาเป็นเรื่องของระบบเสียงครับ เนื่องจากการ Live ต้องมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้ยากต่อการเซทอัพไมโครโฟนแบบอยู่กับที่ เพราะถ้าเราออกจากรัศมี อาจจะทำให้เสียงขาดๆหายๆ และไม่ชัดเจน ดังนั้นตัวเลือกที่ดีที่สุดของผมคือการใช้ไมค์ตัวเล็กๆที่สามารถหนีบกับปกเสื้อได้ เพราะจะได้จับสัญญาณเสียงจากปากเราได้อย่างต่อเนื่อง และจากการทดสอบยังสามารถจับเสียงของการทำงานในระยะใกล้ๆอย่างการไสไม้ ลับคมได้อย่างชัดเจนอีกด้วย



    ตัวรับสัญญาณจากต้นแหล่งผมใช้ไมค์ติดปกเสื้อของ Rode ต่อเข้ากับเครื่องส่งสัญญาณแบบไร้สายของ Rode เหมือนกัน และวิ่งสัญญาณไปยังปลายทางต่อเข้ากับเครื่องบันทึกเสียงโดยเฉพาะอย่าง Zoom H1 ที่จะสามารถแปลงสัญญาณเสียงได้ค่าบิทเรตที่สูงกว่าต่อเข้ากล้องโดยตรง (ระบบบันทึกเสียงในกล้องให้เสียงคุณภาพต่ำมาก มีเอาไว้พอให้มี ถ้าท่านไหนอยากทำ Content จริงจังแนะนำให้หาเครื่องบันทึกเสียงแยกจะได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่ามากครับ อุปกรณ์ของ Zoom เกือบทุกตัวใช้ได้หมดเลย) และยังสามารถควบคุมความดัง และเสียงรบกวนได้ดีกว่ามากๆด้วย


    สาเหตุที่ต้องใช้ตัวส่งสัญญาณแบบไร้สาย เพราะถ้าต้องเดินไปเดินมาเพื่อทำงานไม้ แล้วมีสายสัญญาณเสียงระโยงระยาง ต้องมีสะดุดหัวคว่ำ หรือเกิดอุบัติเหตุแน่นอนครับ



    ก่อนที่ผมจะ Live ได้ทำการสำรวจความต้องการของลูกเพจง่ายๆ ด้วยการถามว่าจะสะดวกดูวันไหน กี่โมง ซึ่งส่วนมากก็ตอบกันมาว่าวันธรรมดาน่าจะเหมาะสมที่สุด และเป็นช่วงเวลาหลังเลิกงานประมาณ 2 ทุ่มเป็นต้นไป ทานข้าวอาบน้ำทำธุระประจำวันกันเสร็จแล้วเรียบร้อย ซึ่งช่วงนั้นแสงอาทิตย์ลาโลกไปแล้วและบรรยากาศมืดสนิท เรื่องของไฟเลยกลายเป็นอีกปัจจัยที่ต้องมีการทดสอบและทดลองกันพอสมควรครับ



    เรื่องของการจัดแสงเพื่อถ่ายวีดีโอผมขออนุญาตไม่ลงรายละเอียด แต่จะมาเล่าถึงอุปกรณ์ที่ใช้คร่าวๆให้ฟังแทนแล้วกันนะครับ เดี๋ยวจะยาวเกินไป สรุปคือผมใช้ไฟทั้งหมด 3 ดวง ซึ่งทุกดวงมีหน้าที่แตกต่างกันไป และมีความเข้มแสงแตกต่างกัน ไฟผมเลยเลือกใช้เป็นแบบ LED COB (COB ย่อมาจาก Chip On Board ซึ่งจะให้แสงที่สว่างจ้า และไม่มีปัญหาเรื่องเงาสลับที่เกิดจากหลอด LED ทั่วๆไป) ข้อดีอีกอย่างคือค่าสี CRI ที่ค่อนข้างเที่ยงตรงมาก (ส่วนมากถ้าใช้ไฟบ้านจะติดสีอมเขียวๆ) และเจ้าไฟแบบนี้ ยังหรี่ปรับความสว่างได้ค่อนข้างละเอียด ข้อเสียอย่างเดียวคือราคาที่ค่อนข้างสูง แต่ตอนนี้ก็มียี่ห้อที่ราคาเป็นมิตรอย่าง Godox เข้ามาตีตลาด ก็ลดต้นทุนไปได้หลายเท่านะครับ สำหรับคนที่อยากจะทดลองจัดแสงเพื่อทำวีดีโอแบบนี้



    ไฟดวงหลักๆ ผมจะติดเจ้า Soft Dome เข้าไปเกือบหมด ซึ่งมันจะช่วยกระจายแสงให้ดูนุ่มและเป็นธรรมชาติมากขึ้น กว่าแสงที่ออกมาจากตัวไฟโดยตรงครับ ถ้าเอาไฟจากตัวมันเลยก็ไม่ต่างอะไรกับ Spot Light ดีๆนี่เอง แสงจะจ้าและเข้มเกินไปไม่สวยครับ



    กล้องพร้อม เสียงพร้อม และไฟพร้อม ก็ถึงเวลารวบเอาสัญญาณภาพและเสียงทั้งหมดวิ่งตรงเข้าไปในคอมพิวเตอร์ได้แล้วครับ แต่ในความเป็นจริงทั้งสัญญาณภาพและเสียงนั้นวิ่งกันด้วยสายไฟคนละเส้น ซึ่งถ้าจะต่อเข้าคอมเราก็ต้องมีเครื่องมือในการรวมสัญญาณทั้งหมดเข้าด้วยกัน ซึ่งตามภาพก็คือเจ้า Roland V02 HD ซึ่งเป็น Switcher ที่รวมเอาสัญญาณภาพจากกล้องทั้ง 2 ตัว และจากเครื่องบันทึกเสียง Zoom H1 เข้ามาเป็นสัญญาณทั้งภาพและเสียงในสาย HDMI เส้นเดียวเพื่อวิ่งเข้าคอมนั่นเอง



    ความสะดวกของการมี Switcher นอกจากจะเป็นการรวมสัญญาณเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อความสะดวกในการเชื่อมเข้ากับคอมพิวเตอร์แล้ว มันยังมีลูกเล่นที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง อย่างการทำภาพซ้อนภาพ หรือฟังก์ชั่นที่จำเป็นมากๆสำหรับการเซทอัพกล้อง 2 ตัวคือ การกดปุ่ม 1 หรือ 2 เพื่อสลับสัญญาณภาพของกล้องทั้งสองตัวไปมานั่นเองครับ



    ต่อมาก็นำเอาสัญญาณภาพเพื่อเข้าคอม ซึ่งในส่วนนี้ต้องมีการแปลงสัญญาณก่อนด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Capture Card ครับ ซึ่งตัวแรกที่ผมมีเป็นแบบขนาดพกพาที่เปลี่ยนจากสัญญาณ HDMI เป็น USB3 เพื่อวิ่งเข้าคอม (ต้องเป็น Port USB3 เท่านั้น) ข้อดีคือขนาดเล็กพกพาสะดวก แต่สัญญาณอาจจะไม่ค่อยเสถียรเท่าที่ควร คือมีอาการเสียบแล้วติดบ้างไม่ติดบ้าง หรือกรณีที่ผมเคยเจอคือสัญญาณหายไประหว่างการ Live ทดสอบก็มีครับ ยี่ห้อที่เคยใช้ก็เป็นกล่องของ Advanced Photo System นะครับ



    มาถึง Solution ที่ 2 คือเป็น Capture Card เหมือนกัน แต่งวดนี้คือเป็นส่วนหนึ่งของ Main Board เลย คือเชื่อมต่อด้วย Slot PCI Express ซึ่งการเชื่อมต่อเข้ากับ Main Board จะให้สัญญาณภาพและเสียงที่คงที่มากกว่า และการันตีว่า การส่งสัญญาณจะเสถียร และมั่นคงไม่มีปัญหาระหว่างการ Live ครับ Capture Card ที่ผมเลือกมาใช้คือของ Elgato รุ่น HD60 Pro



    ส่วนของ PC เป็นอีกส่วนที่ควรจะให้ความสำคัญเวลา Live เพราะการถ่ายทอดภาพใช้ CPU ในการประมวลผลจำนวนมาก แต่ไม่ค่อยจะเป็นภาระของการ์ดจอเท่าไร ส่วนนี้ผมใช้ CPU ของ AMD 8 Core เพราะราคาไม่สูงเหมือนของ Intel และประสิทธิภาพที่โอเคมากๆ (การ์ดจอผมใช้ GTX 1650 ก็เพียงพอแล้วครับ)



    อุปกรณ์ทั้งหมด ผมทำบ้านให้มันอยู่รวมกันหมดหลังเดียว เป็นตู้ 1 ใบ มี 3 ลิ้นชักเก็บคอมได้ด้วย ซึ่งสายไฟจะพันกันยั้วเยี้ยอยู่ในตู้ และแน่นอนเจ้าตู้ใบนี้มีล้อครับ เพราะมันจะโดนย้ายไปย้ายมาบ่อยมากๆนั่นเอง (ในภาพเจ้า Roland Switcher เดี๋ยวจะโดนย้ายไปในลิ้นชักแรกนะครับ ตอนนี้สาย HDMI ที่ยาวกว่าเดิมยังไม่มาส่ง เลยต้องทดสอบระบบโดยเอามาวางข้างนอกแบบนี้ก่อน)


    ส่วนของ Software ที่ใช้เชื่อมต่อกับระบบ API หลังบ้านของ Facebook หรือ Youtube ผมเลือกใช้ OBS Studio เพราะมันฟรี และใช้งานง่ายมากๆครับ คุณสามารถสลับกล้องได้ เพิ่มภาพซ้อนภาพได้ ใส่ Logo ของ Brand ก็ได้ คือเรียกได้ว่าครบครันเพียงพอต่อการทำรายการสดได้สบายๆครับ



    ต่อมาเป็นเรื่องของอุปกรณ์เสริมอื่นๆที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้นครับ เริ่มที่ตัวแรกเป็น Foot Switch แบบเท้าเหยียบ ซึ่งเชื่อมต่อกับ Roland Switcher ครับ ทำให้เราสามารถใช้เท้ากดสวิตช์ A หรือ B เพื่อสลับกล้อง 1 และ 2 ไปมาได้ โดยที่ไม่ต้องเดินไปกดที่ Roland Switcher ซึ่งกรณีผมจำเป็นมาก เพราะชุดคอมพิวเตอร์ และ เครื่องมืออุปกรณ์ส่วนใหญ่กองรวมๆอยู่ในตู้ใบเล็กๆที่ผมทำขึ้นมา และอยู่ห่างออกมาจากโต๊ะที่ทำการถ่ายทอดสดพอสมควร ทำให้ยากแก่การยื่นแขนออกไปกดเปลี่ยนกล้องมากๆ ถ้าจะทำด้วยตัวเองก็ต้องใช้เจ้านี่นี่ละสะดวกสุด



    จอพรีวิวภาพแบบเรียลไทม์ จอตัวนี้ต่อสาย HDMI ตรงจาก Roland Switcher ใน Port Preview Out ออกมาที่จอ และจะแสดงผลภาพที่เกิดขึ้นจริงแบบเรียลไทม์ในขณะที่เราทำการ Live อยู่ครับ ที่ต้องต่อจอแยกออกมาเพราะ ตอนที่เราใช้กล้องตัวที่ 2 เวลาซูมภาพเข้ามาใกล้มือ ถ้าเราเผลอทำอะไรโดยที่ไม่ได้ตรวจสอบองค์ประกอบภาพ ส่วนสำคัญอาจจะหลุดหายไปนอกเฟรมได้ครับ การมีจอไว้มอนิเตอร์ใกล้ๆตัวจะช่วยให้เรารู้ได้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ตรงไหน


    อีกเหตุผลคือ ภาพที่ไปออกผ่าน Facebook จะมีการดีเลย์หน่วงประมาณ 6-10 วินาที ซึ่งถ้าเราพึ่งการดูภาพจาก Platform ของ Facebook เราจะไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะมันไม่ได้อัพเดทแบบเรียลไทม์นะครับ ภาพจะแสดงผลช้าไปจนเราสับสนไปมหดว่าอันไหนจริงหรือหลอกกันแน่



    สาย HDMI ที่ยาวประมาณ 5-8 เมตรเป็นอย่างต่ำ อย่าทำเป็นเล่นไปนะครับ 3 เมตรสั้นไปจริงๆ โดนมาแล้วครับ แนะนำซื้อยาวไปเลย 5-8 เมตร อย่าลืมพวกหัว Adaptor เข้ากล้องพวก Micro HDMI ด้วย ได้ใช้ชัวร์ครับ



    มือจับกล้อง Magic Arm ของ Manfrotto ตัวนี้ใช้กับกล้องตัวที่สองดีมาก เพราะต้องมีการเปลี่ยนตำแหน่งเป็นประจำ และการใช้ขาตั้งกล้องส่วนมากจะติดขอบโต๊ะ เป็นปัญหาเวลาจัดองค์ประกอบครับ เจ้าแขนกลนี้ช่วยได้มากจริงๆ เพราะมันงับกับคอขาตั้ง และยื่นเข้ามาในหน้าโต๊ะแบบลอยๆตั้งร่วม 40-50 ซม. ช่วยให้เราจัดตำแหน่งกล้องได้สะดวกขึ้นมาก ส่วนของแขนกล ขายแยกกับตัว Clamp นะครับ แต่ซื้อทั้งคู่ละครับ สำหรับคนที่ต้องใช้นี่มันโคตรดีเลยครับ สะดวกมาก



    สุดท้ายคือเจ้ากล้องที่ใช้จับภาพ Live นี่ละครับ อาจจะงงว่าทำไมต้องใช้ DSLR Live เลยเหรอ คำตอบคือทุกอย่างมันดีกว่ามือถือจริงๆครับ แถมยังมี Feature ที่จำเป็นอย่าง Face Detection Auto-Focus ที่จะคอยจับ Focus อยู่ที่หน้าเราตลอดเวลา จะได้ไม่ต้อง Live แล้วกลัวหน้าหลุดไม่ชัด และตอนที่เรา Live เรายังสามารถบันทึกภาพเป็น Full HD 1080p ผ่านโปรแกรมเพื่อเก็บเอาไว้อัพลง Youtube ต่อได้ด้วยนะครับ เรียกว่าทำครั้งเดียวได้ 2 Platform เลย


    เหตุผลสุดท้ายคือภาพสวยมาก ใช้เลนส์ดีๆนี่ละลายหลังเบลอได้เหมือนถ่ายหนัง Cinematic ดีๆเลยครับ ถ้าใครอยากอัพพลัง Live ก็ลองใช้กล้องพวกนี้ดูนะครับ คุณภาพไม่ผิดหวังครับ


    หวังว่าเนื้อหาเบื้องหลังการทำงานจะเป็นประโยชน์นะครับ อาจจะไม่เกี่ยวกับงานไม้โดยตรงแต่จะได้แชร์กระบวนการทำงานร่วมกันครับ คนที่อยากจะลอง Live หรือทำ Content โปรโมทสินค้างานไม้ที่ตัวเองทำจะได้พอมีตัวอย่างบ้างครับ

    ช่องทางการติดตามเนื้อหาและ ซื้อสินค้า

    • Grey YouTube Icon
    • Grey Facebook Icon
    • Grey Instagram Icon